พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์และออฟไลน์ กู้ซื้อบ้านอย่างไรให้ผ่านฉลุย
โลกในยุคปัจจุบันเปิดกว้างมากกว่าในสมัยก่อน ด้วยพลังเทคโนโลยีสมัยใหม่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ที่ทำให้เกิดอาชีพใหม่ๆอย่างเห็นได้ชัดเจน คือ ยุคโลกการค้าออนไลน์ที่มีพ่อค้าแม่ค้าขายสินค้าผ่านโซเชียลมีเดีย แต่การขายสินค้าไม่ว่าจะเป็นการขายแบบออนไลน์หรือออฟไลน์ พ่อค้าแม่ค้าล้วนมีความใฝ่ฝันที่อยากจะมีบ้านหรืออยู่อาศัยเป็นของตนเองสักหลัง เช่น คอนโดมิเนียม ทาวน์เฮ้าส์ ทาวน์โฮม อาคารพาณิชย์ หรือบ้านเดี่ยว
คงเป็นเรื่องยากสำหรับพ่อค้าแม่ค้า ที่สามารถซื้อได้ด้วยเงินสดเท่านั้น เนื่องจากบ้านเป็นทรัพย์สินที่มีมูลค่าสูงมาก ดังนั้น การที่จะได้เป็นเจ้าของบ้านสักหลังส่วนใหญ่จะเลือกใช้วิธีการกู้เงินจากธนาคารหรือสถาบันทางการเงินซึ่งโดยส่วนใหญ่เหตุผลหลักๆที่กลุ่มพ่อค้าแม่ค้าไม่ว่า มักถูกปฎิเสธจากสถาบันทางการเงินด้วยเหตุผลต่อไปนี้
1. กู้ซื้อบ้านไม่ผ่านเนื่องจากรายได้ไม่แน่นอน หรือรายรับไม่มั่งคง
โดยปกติพ่อค้า แม่ค้าขายสินค้าจะไม่มีสลิปเงินเดือนเหมือนกับพนักงานประจำ จึงต้องใช้สมุดบัญชีธนาคารเป็นข้อมูลในการเดินบัญชีย้อนหลัง(Book Bank) ซึ่งข้อมูลการเงินที่ธนาคารจะใช้ในการพิจารณาปล่อยสินเชื่อ จะเป็นรายการเดินบัญชีย้อนหลัง 6 เดือนขึ้นไปจนถึง 1 ปี เพื่อเป็นหลักฐานว่ามีความสามารถในการผ่อนสินเชื่อในระยะยาวได้หรือไม่ แต่เหตุผลที่มักถูกปฎิเสธในเรื่องนี้พบว่ากลุ่มพ่อค้า แม่ค้าหลายคนไม่มีเอกสารทางการค้า
ไม่มีการหมุนเวียนบัญชีธนาคาร หรือมีการหมุนเวียนน้อยมาก ทำให้ธนาคารไม่สามารถที่จะประเมินรายได้ที่แท้จริงได้ แต่สำหรับพ่อค้าแม่ค้าที่มีรายได้หลายๆช่องทาง สามารถรวบรวมสมุดบัญชีย้อนหลังจากหลายธนาคารมายื่นพร้อมกันได้ เพื่อเป็นการใช้หลักฐานการันตีว่ารายได้ที่มาจากการขายสินค้า มีรายได้รวมเพียงพอ และมีกำไรจากการขายแท้จริงเท่าไร ที่จะช่วยให้ธนาคารพิจารณาการให้สินเชื่อได้ง่ายขึ้น ดังนั้น การมีเอกสารทางการค้า และการหมุนเวียนบัญชีอย่างสม่ำเสมอ เป็นเรื่องที่สำคัญมาก ที่จะช่วยเป็นหลักฐานยืนยันความมั่นคงของรายได้เป็นอย่างดี ทำให้เพิ่มโอกาสในการขอสินเชื่อในการกู้ซื้อบ้านได้ง่ายขึ้น
2. กู้ซื้อบ้านไม่ผ่านเนื่องจากมีภาระหนี้สินมากเกินไป และมีประวัติทางการเงินไม่ดี
การมีภาระหนี้สินที่มีมากมาย เช่น หนี้ผ่อนรถยนต์ ผ่อนบัตรเครดิตหลายใบ หนี้ผ่อนชำระสินค้า ฯลฯ ในส่วนนี้ธนาคารจะพิจารณาเป็นพิเศษว่าควรจะปล่อยกู้ให้ดีหรือไม่ ซึ่งทำให้มีโอกาสไม่ผ่านการพิจารณาอนุมัติได้ค่อนข้างสูง แต่การมีหนี้ไม่ใช่เรื่องผิด และห้ามมีก็เป็นไปไม่ได้ เพราะถ้าหากมี “หนี้ดี” ก้อนนี้ก็สามารถกลายเป็นทรัพย์สินได้ในอนาคตที่สามารถมีมูลค่าเพิ่มขึ้นได้
ในส่วนของการมีบัตรเครดิต หากมีบัตรจำนวนมากไม่ใช่เรื่องดีเสมอไป เพราะเมื่อใดที่มีบัตรเครดิตเยอะ โดยใช้จ่ายเพลินรูดบัตรไม่ทันคิด ทำให้ควบคุมบริหารการเงินไม่ได้หรือมีผลต่อการผ่อนชำระหนี้บัตรเครดิตช้าก็อาจจะทำให้เสีย ประวัติทางการเงิน ซึ่งจะมีผลต่อการกู้ซื้อบ้าน เพราะฉะนั้นธนาคารจึงพิจารณาเป็นพิเศษ ควรจะต้องมีวินัยทางการเงิน และรักษาประวัติการชำระหนี้ให้ดีต่อเนื่อง
3. กู้ซื้อบ้านไม่ผ่านเนื่องจากการค้ำประกันหรือเป็นผู้กู้ร่วม
ปัญหาที่เกิดขึ้นบ่อยกับการช่วยเหลือญาติในครอบครัว เช่น การค้ำประกันให้ญาติ หรือเป็นผู้กู้ร่วมกับญาติด้วยกัน ซึ่งหากญาติที่ไปค้ำประกันให้อาจจะมีประวัติการผ่อนชำระหนี้ไม่ค่อยดี คือ ผ่อนไม่ครบ ค้างชำระหนี้ หรือไม่ชำระเลย ตรงนี้จะทำให้มีผลเสียไปถึงคนค้ำประกันด้วย อาทิ วงเงินกู้ 3 ล้านบาท ระยะเวลา 30 ปี ค่างวด 18,000 บาท และกู้ร่วมกัน 2 คน ธนาคารจะถือว่าแต่ละบุคคลมีภาระหนี้คนละ 9,000 บาท หรือหากกู้ร่วมกัน 3 คน เท่ากับว่าแต่ละคนจะมีภาระหนี้คนละ 6,000 บาท
ดังนั้นไม่ว่าจะค้ำประกัน หรือกู้ร่วมให้ใครก็ตาม จะต้องคิดให้รอบคอบเพราะจะทำให้เรามีหนี้ก้อนนี้ติดตัวไปด้วยจนถึงหมดระยะการผ่อน ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่ผู้ชำระหนี้เองก็ตาม และส่วนนี้ธนาคารจะนำมาพิจารณาประกอบการปล่อยกู้ซื้อบ้านของเราอีกด้วย
อยากกู้เงินซื้อบ้านต้องเตรียมตัวอย่างไร
เมื่อพ่อค้าแม่ค้าทราบเหตุผลทำไมสินเชื่อกู้ซื้อบ้านมักถูกปฎิเสธจากสถาบันทางการเงินแล้ว หากยังมีความต้องการที่อยากมีบ้านในฝัน และอยากเป็นเจ้าของบ้าน ขั้นตอนต่อไปคือ การกู้ซื้อบ้าน หรือขอสินเชื่อกับสถาบันทางการเงินหรือธนาคาร ต้องมีความพร้อมเตรียมตัวได้ดี มีข้อมูลแน่น และเตรียมเอกสารทุกอย่างให้ครบถ้วน ก็จะช่วยให้การขอกู้เงินเพื่อซื้อบ้านกับสถาบันทางการเงินหรือธนาคารนั้นง่ายไม่มีปัญหา สะดวก และได้รับการพิจารณาอนุมัติรวดเร็วด้วย มาต่อด้วยสิ่งที่ต้องเตรียมตัวก่อนกู้เงินซื้อบ้าน มีอะไรบ้าง
1.เก็บรวบรวมเอกสารทางการค้าไว้ให้ดี – ไม่ว่าจะเป็นบิลซื้อหรือบิลขาย ทั้งบิลเงินสดหรือบิล VAT, ใบออเดอร์สั่งสินค้า, สัญญาว่าจ้างต่างๆ, รวมทั้งสัญญาเช่าแผงหรือร้านค้า ใบเสร็จค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ฯลฯ เอกสารต่างๆ เหล่านี้เป็นสิ่งที่มีค่า สามารถนำมาใช้เป็นหลักฐานเพื่อใช้ยืนยันความสม่ำเสมอของรายได้ ดังนั้น ต้องจัดเก็บไว้ให้ดี และนำมาแสดงเมื่อต้องการขอกู้เงินกับสถาบันทางการเงินหรือธนาคาร สำหรับบางรายที่ไม่มีเอกสารทางการค้า ก็ไม่ต้องกังวลไป เพราะธนาคารไม่ได้พิจารณาจากเอกสารทางการค้าเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่ใช้ในการพิจารณาอีกหลายปัจจัย ซึ่งจะได้กล่าวถึงในลำดับถัดไป
2.จัดทำบัญชีรายรับ รายจ่าย เพื่อปิดรอยรั่วทางการเงิน – เพื่อจะได้รู้ว่าในแต่ละเดือนมีรายได้และค่าใช้จ่ายเดือนละเท่าใด มีกำไรเดือนละเท่าใด นอกจากจะนำมาเป็นเอกสารประกอบการขอกู้เงิน ยังช่วยให้รู้ว่าในแต่ละเดือนร้านค้าของเรามีจุดอ่อนตรงจุดใดบ้าง
3.เปิดบัญชีหมุนเวียนทางการค้า – เมื่อจัดทำบัญชีแล้ว ต่อมาต้องแยกบัญชีทางการค้าออกจากบัญชีที่ใช้ส่วนตัว พ่อค้าแม่ค้าหลายรายมีการใช้เงินปะปนกันไปมา โดยมีการนำเงินที่ใช้หมุนเวียนในร้านค้า (เงินที่ต้องใช้ซื้อสินค้ามาขาย) ถูกนำไปใช้จ่ายส่วนตัว ปัญหาที่ตามมาทันทีคือ ทำให้ขาดเงินหมุนเวียนหรือ ไม่มีเงินไปใช้ซื้อสินค้ามาขาย ส่วนใหญ่ต้องไปยืมจากเจ้าหนี้นอกระบบ จนหลุดเข้าสู่วงจรอุบาทว์ หรือจะเติมเงินส่วนตัวเข้าไปในธุรกิจ จนไม่ทราบสถานะที่แท้จริงของกิจการ ว่าจริงๆแล้วมีกำไรหรือขาดทุนกันแน่
4.ตั้งเป้าหมายบ้านที่ต้องการซื้อ – กำหนดประเภทบ้านที่ต้องการซื้อ เช่น ทาวน์เฮ้าส์ บ้านเดี่ยว อาคารพาณิชย์ จากนั้นกำหนดงบประมาณที่ต้องการซื้อ เพื่อประเมินจำนวนเงินที่ต้องผ่อนต่อเดือนและประเมินรายได้สุทธิหรือกำไรสุทธิต่อเดือน ได้ที่จะทำให้สามารถกู้เงินซื้อบ้านได้ ตัวอย่างเช่น ต้องการซื้อตึกแถว ราคาประมาณ 3 ล้านบาท โดยขอกู้เต็มจำนวน ระยะเวลาผ่อน 30 ปี ยอดเงินผ่อน 21,000 บาท/เดือน โดยต้องมีรายได้สุทธิหรือกำไรสุทธิอย่างน้อยเดือนละ 42,000 บาท
5.ฝึกสร้างวินัยการออม – เมื่อได้กำหนดเป้าหมายเรียบร้อยแล้ว เรื่องที่ต้องทำต่อมาคือ ฝึกสร้างวินัยการออมด้วยการฝากเงินเข้าบัญชีเงินฝากทวีทรัพย์ ซึ่งบัญชีประเภทนี้กำหนดให้ต้องฝากเงินเป็นจำนวนเงินเท่าๆ กันทุกเดือนๆ ละ 1 ครั้ง และต้องฝากอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 24 เดือน ด้วยรูปแบบการฝากเงินที่ต้องฝากเป็นประจำทุกเดือนจึงมีลักษณะคล้ายกับการผ่อนบ้านคือต้องผ่อนเท่าๆ กันทุกเดือนเหมือนกัน แต่จะแตกต่างในเรื่องของระยะเวลาการผ่อน ซึ่งคนที่ฝากเงินประเภทนี้ ต้องลองจินตนาการไปว่ากำลังผ่อนบ้านอยู่ แล้วลองดูว่าถ้าต้องฝากแบบนี้ไปเป็นระยะเวลา 20-30 ปี จะทนได้หรือไม่
สำหรับยอดเงินที่ต้องฝากควรมีจำนวนเงินที่ไม่น้อยกว่ายอดที่ต้องผ่อนเดือน จากตัวอย่าง ยอดที่ต้องผ่อนต่อเดือน คือ 21,000 บาท ดังนั้น จำนวนเงินฝากไม่ควรต่ำกว่า 21,000 บาทต่อเดือนเช่นกัน หากมีความสามารถในการฝากเงินที่น้อยกว่า ยอดเงินที่ต้องผ่อน ก็ไม่ต้องกังวล สามารถฝากเงินได้ตามกำลังความสามารถที่ทำได้ แต่ทั้งนี้ควรกลับมาทบทวนเเป้าหมายที่ตั้งมีความสอดคล้องกับความสามารถในการหารายได้หรือไม่
6.สำรวจตัวเองให้เรียบร้อยก่อนกู้เงิน – ด้วยการตรวจสอบเครดิตบูโร7 เพื่อดูสถานะหนี้ในปัจจุบันว่ามีสถานะอย่างไร มีการผ่อนปกติ หรือขาดผ่อน หรือถูกดำเนินคดีไปแล้ว ซึ่งเคสที่เคยพบบ่อยๆ บางคนจำไม่ได้ว่าเคยมีการกู้เงินแทนบุคคลคน ในครอบครัวหรือญาติพี่น้องเพื่อนำไปใช้จ่ายหรือไม่ หรือเคยมีการค้ำประกันให้ใครบ้างหรือไม่ ซึ่งในรายงานเครดิตบูโรจะบอกสถานะหนี้อย่างละเอียด หากพบว่าตนเองเป็นหนี้ที่มีปัญหาหรือกำลังถูกดำเนินคดี จะได้รีบจัดการแก้ไขหนี้สินหรือภาระ ค้ำประกันให้เรียบร้อยก่อนกู้เงิน หากมีข้อสงสัยเรื่องการอ่านรายงานเครดิตบูโร สามารถสอบถามได้จากเจ้าหน้าที่สินเชื่อของสถาบันทางการเงิน
7.ไม่สร้างหนี้ใหม่โดยไม่จำเป็น – ภาระผ่อนที่เพิ่มขึ้นจะมีผลกับความสามารถในการซื้อบ้านอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จากตัวอย่างข้างต้น หากต้องการซื้อตึกแถว ต้องมีภาระผ่อนต่อเดือน 21,000 บาท และมีรายได้สุทธิเดือนละ 42,000 บาท หากก่อนกู้ซื้อบ้าน ได้มีการไปซื้อรถกระบะ 1 คัน ผ่อนเดือนละ 10,000 บาท สมมติว่า
7.1 กรณีมีรายได้สุทธิเท่าเดิม ความสามารถในการผ่อนจะเหลือเพียงเดือนละ 11,000 บาท ทำให้สามารถกู้ซื้อบ้านได้ในราคา 1,570,000 บาท (มาจาก 11,000 X 1,000,000 ÷ 7,000) หรือ
7.2 กรณีต้องการซื้อตึกแถวที่มีราคาซื้อขายเท่าเดิม ต้องมีรายได้เพิ่มขึ้นจากเดิมเดือนละ 42,000 บาท เป็นเดือนละ 62,000 บาท (มาจาก 21,000+10,000 = 31,000 ÷ 50%) หรือต้องมีรายได้เพิ่มขึ้นจากเดิมอีกเดือนละ 20,000 บาท
8.สร้างเครดิตที่ดีให้กับตนเอง – ด้วยการสมัครบัตรเครดิต โดยใช้เงินฝากออมทรัพย์ หรือเงินฝากประจำมาค้ำประกัน จำนวน 15,000 บาทขึ้นไป โดยแนะนำให้เลือกชำระเต็มจำนวน หลีกเลี่ยงการจ่ายชำระขั้นต่ำ และเลือกหักบัญชีอัตโนมัติเพื่อชำระบัตรเครดิต เพื่อป้องกันการลืมชำระเงินและเป็นการสร้างประวัติทางการเงินที่ดีหรือสร้างเครดิตที่ดีให้กับตัวเอง เพื่อจะทำให้การกู้เงินในอนาคตทำได้ง่ายขึ้น
สำหรับพ่อค้าแม่ค้าที่ขายสินค้าออนไลน์หรือออฟไลน์ ที่ต้องการวางแผนกู้เงินเพื่อซื้อบ้านเป็นของตนเองสักหลัง หากมีความพร้อมในการเตรียมตัวที่ดีดังที่ได้กล่าวมาในบทความข้างต้น เพียงเท่านี้ก็จะช่วยทำให้การกู้เงินซื้อบ้าน ไม่ใช่เรื่องยาก ซึ่งสามารถทำได้ด้วยตนเอง โดยที่ไม่ต้องพึ่งพานายหน้าเถื่อนอีกด้วย
หากมีข้อสงสัยสอบถามได้ที่ CCAP คลิก 👉🏻 https://lin.ee/NEBc1fz , LINE ID: @helloccap , เบอร์โทร: 092-256-6801
Reference
https://www.kasikornbank.com/th/credit-insight/pages/business-merchant-housing-loan.aspx